ข้อเท้าบวมสองข้างตรงตาตุ่ม... เป็นมาเกือบปีแล้ว จะอันตรายไหม?”

 



“ข้อเท้าบวมสองข้างตรงตาตุ่ม... เป็นมาเกือบปีแล้ว จะอันตรายไหม?”

คุณเคยสังเกตตัวเองไหมครับว่า ทำไมช่วงเย็นๆ หลังเลิกงาน หรือหลังจากเดินช้อปปิ้งนานๆ ข้อเท้าของเราทั้งสองข้างดูอวบขึ้นจนเห็นตาตุ่มไม่ชัด บางครั้งใส่รองเท้าที่เคยพอดีกลับรู้สึกคับแน่นจนเจ็บ หลายคนอาจจะคิดว่าคงแค่เดินเยอะ หรือเป็นเรื่องปกติของคนมีอายุ แต่ถ้าอาการบวมนี้เป็นต่อเนื่องมานานเกือบปี และบวมทั้งสองข้างพร้อมกัน นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกอะไรเราบางอย่างครับ

วันนี้หมอมีเรื่องเล่าของคุณลุงสมศักดิ์ (นามสมมติ) อายุ 62 ปี ท่านมาหาหมอด้วยอาการข้อเท้าบวมทั้งสองข้างตรงบริเวณตาตุ่ม คุณลุงเล่าว่า “หมอครับ มันบวมๆ ยุบๆ มาเกือบปีแล้ว ตอนเช้าตื่นมาก็ดูปกติดีนะ แต่พอตกเย็นมันจะบวมจนเห็นรอยถุงเท้าชัดเลย ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ แต่มันรำคาญและกังวลว่าจะเป็นโรคไตหรือเปล่า” เคสของคุณลุงสมศักดิ์เป็นตัวอย่างที่คลาสสิกมากครับสำหรับอาการบวมเรื้อรัง ซึ่งสาเหตุอาจจะไม่ได้มาจากกระดูกเสมอไป แต่อาจเกี่ยวพันกับระบบไหลเวียนเลือดหรืออวัยวะภายในได้ด้วย

ทำไมข้อเท้าถึงบวม? อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ

ลองนึกภาพร่างกายของเราเหมือนระบบท่อประปาในบ้านนะครับ เลือดแดงคือพนักงานส่งน้ำที่นำสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ส่วนเลือดดำคือท่อระบายน้ำทิ้งที่ต้องส่งน้ำกลับขึ้นไปยังหัวใจ แต่เนื่องจากข้อเท้าอยู่ต่ำที่สุดในร่างกาย การจะส่งน้ำ (เลือดดำ) กลับขึ้นข้างบนต้องสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกครับ

หาก “ลิ้น” ในหลอดเลือดดำที่ทำหน้าที่เหมือนวาล์วกันน้ำย้อนกลับเริ่มเสื่อมสภาพ หรือแรงดันในระบบสูงขึ้น น้ำก็จะเริ่มซึมออกจากหลอดเลือดมาค้างอยู่ตามเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อเท้า เหมือนกับถุงขนมปังที่มีน้ำเชื่อมเยิ้มออกมาด้านนอก ทำให้ผิวหนังดูตึงและบวมขึ้นมานั่นเองครับ

สาเหตุของอาการข้อเท้าบวมสองข้าง (Bilateral Ankle Edema)

เมื่อมีอาการบวมทั้งสองข้างพร้อมกันนานเป็นปี มักจะเกิดจากสาเหตุของระบบภายในร่างกาย มากกว่าอุบัติเหตุเฉพาะจุดครับ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้:

  1. ภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายบกพร่อง (Chronic Venous Insufficiency): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ลิ้นในหลอดเลือดดำเสื่อมสภาพ ทำให้เลือดคั่งที่ขา มักบวมมากตอนเย็นและยุบลงตอนเช้า

  2. โรคหัวใจล้มเหลว (Heart Failure): เมื่อหัวใจปั๊มเลือดได้ไม่ดี เลือดจะคั่งกลับไปที่ขา ทำให้บวมทั้งสองข้าง มักมีอาการเหนื่อยง่ายร่วมด้วย

  3. โรคไต (Kidney Disease): เมื่อไตขับน้ำและเกลือแร่ออกไม่ได้ หรือมีการสูญเสียโปรตีนทางปัสสาวะ จะทำให้เกิดการบวมทั่วร่างกาย โดยเฉพาะที่ข้อเท้าและรอบดวงตา

  4. โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis): ตับสร้างโปรตีนในเลือด (อัลบูมิน) ได้น้อยลง ทำให้น้ำรั่วออกจากหลอดเลือดมาสะสมที่ข้อเท้าและท้อง

  5. ผลข้างเคียงจากยา: ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันกลุ่มต้านแคลเซียม หรือยาแก้ปวดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ที่กินต่อเนื่องนานๆ อาจทำให้บวมได้

    6. ข้อเท้าอักเสบ หรือข้อเท้าเสื่อม 


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้บวมไม่หาย

  1. การยืนหรือนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานานเกินไป

  2. ภาวะน้ำหนักตัวเกิน (อ้วน) ซึ่งเพิ่มแรงดันต่อหลอดเลือดในขา

  3. การรับประทานอาหารรสจัด เค็มจัด (โซเดียมสูง)

  4. อายุที่มากขึ้น ทำให้ระบบลิ้นในหลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ เสื่อมลง

  5. ขาดการออกกำลังกายที่ช่วยในการสูบฉีดเลือดกลับสู่หัวใจ

เมื่อมาพบหมอ เราจะตรวจอะไรกันบ้าง?

เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หมอจำเป็นต้องทำการตรวจอย่างละเอียดครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะกดบริเวณที่บวมดูว่า "บุ๋ม" หรือไม่ (Pitting Edema) และดูสีผิวหนังว่ามีรอยคล้ำหรือแผลเรื้อรังไหม

  • การตรวจเลือด: เพื่อเช็คการทำงานของไต (BUN, Creatinine), การทำงานของตับ และระดับโปรตีนในเลือด

  • การตรวจปัสสาวะ: ดูว่ามีโปรตีนรั่วออกมาหรือไม่

  • การเอกซเรย์ปอดและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ: เพื่อดูขนาดของหัวใจและสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลว
  • การทำอัลตราซาวด์หลอดเลือดดำ (Doppler Ultrasound): ในบางกรณีเพื่อดูการไหลเวียนและเช็คลิ้นหลอดเลือดดำ
  • ตรวจเอกซเรย์ และ ultrasound ข้อเท้า

    แนวทางการรักษา: เริ่มต้นจากตัวเองก่อนเสมอ

    ข่าวดีคือ อาการบวมส่วนใหญ่สามารถควบคุมและบรรเทาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ

    1. ปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ ให้พยายามยกขาขวางสูงกว่าระดับหัวใจวันละ 15-20 นาที เพื่อช่วยให้เลือดไหลกลับได้ดีขึ้น หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งห้อยขานานๆ และลดอาหารเค็ม

    2. กายภาพบำบัด: การออกกำลังกายกล้ามเนื้อน่อง เช่น การเขย่งเท้าหรือกระดกข้อเท้าบ่อยๆ จะช่วยปั๊มเลือดกลับขึ้นไปได้

    3. การใช้ยา: หากตรวจพบว่าเป็นโรคเฉพาะทาง เช่น โรคไตหรือหัวใจ หมอจะให้ยาขับปัสสาวะหรือยาควบคุมความดันตามความเหมาะสม

    4. การใส่ถุงน่องทางการแพทย์ (Compression Stockings): เป็นการเพิ่มแรงดันภายนอกเพื่อช่วยหลอดเลือดดำบีบเลือดกลับขึ้นไป (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกใช้)

    5. การรักษาทางการแพทย์อื่นๆ: หากบวมจากการติดเชื้อหรืออักเสบอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ถ้าบวมจากโรคภายใน การรักษาโรคต้นเหตุคือวิธีที่ดีที่สุดครับ

    พยากรณ์โรค: จะหายไหม?

    อาการบวมนี้มักจะ "คุมได้" แต่ "หายขาด" หรือไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุครับ หากเป็นจากพฤติกรรมหรือยา เมื่อปรับแล้วจะดีขึ้นทันตาเห็น แต่หากเป็นจากความเสื่อมของลิ้นหลอดเลือดหรือโรคเรื้อรัง (ไต หัวใจ) อาจต้องใช้เวลาดูแลตัวเองสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้บวมกลับมาเป็นอีกครับ

    ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยไว้

    หากปล่อยให้ข้อเท้าบวมเรื้อรังนานๆ โดยไม่หาสาเหตุ ผิวหนังบริเวณนั้นจะเริ่มหนาตัวขึ้น มีสีคล้ำออกน้ำตาลแดง และอาจเกิดเป็นแผลเรื้อรังที่รักษายาก หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ผิวหนัง (Cellulitis) ได้ครับ

    5 วิธีป้องกันข้อเท้าบวม

    1. ขยับแข้งขยับขาบ่อยๆ ไม่นั่งแช่นานเกิน 1 ชั่วโมง

    2. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

    3. ลดเค็ม ลดเกลือ ลดผงชูรสในอาหาร

    4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ (การขาดน้ำจะยิ่งทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้)

    5. ออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดิน หรือว่ายน้ำสม่ำเสมอ

    Q&A Section

    Q: ข้อเท้าบวมแต่ไม่เจ็บเลย อันตรายไหม? A: อาการบวมที่ "ไม่เจ็บ" แต่นานเป็นปี มักจะน่ากังวลกว่าบวมที่เจ็บครับ เพราะมักจะเกี่ยวข้องกับระบบหัวใจ ได หรือหลอดเลือดดำเสื่อม ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและเช็คระบบภายในครับ

    Q: กินยาขับปัสสาวะเองได้ไหมถ้าเท้าบวม? A: ไม่แนะนำเด็ดขาดครับ การกินยาขับปัสสาวะโดยไม่ทราบสาเหตุอาจทำให้สมดุลเกลือแร่เสียและเป็นอันตรายต่อไตได้ ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาเท่านั้น

    Q: ต้องไปหาหมอเมื่อไหร่? A: หากบวมร่วมกับมีอาการเหนื่อยง่าย นอนราบไม่ได้ ปัสสาวะมีฟอง หรือบวมแดงร้อนที่ขาข้างใดข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว ควรรีบพบแพทย์ทันทีครับ

    สรุปประเด็นสำคัญ

    1. ข้อเท้าบวมสองข้างเรื้อรัง มักเกิดจากระบบภายในร่างกาย เช่น หลอดเลือดดำเสื่อม โรคไต หรือโรคหัวใจ

    2. อาการมักสัมพันธ์กับแรงโน้มถ่วง คือบวมมากตอนเย็นและยุบลงเมื่อตื่นนอน

    3. การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจเลือดและปัสสาวะ

    4. การรักษาเบื้องต้นที่ได้ผลดีที่สุดคือ การยกขาสูง ออกกำลังกายกล้ามเนื้อน่อง และลดอาหารเค็ม

    5. หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อสภาพผิวหนังและเสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลาม

    บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

    สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

    Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

    #ข้อเท้าบวม #ตาตุ่มบวม #โรคไต #โรคหัวใจ #หลอดเลือดดำเสื่อม #ปวดขา #บวมกดบุ๋ม #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ดูแลตัวเอง #AnkleEdema #ChronicVenousInsufficiency #HeartFailure #KidneyHealth #Orthopedics


    Reference List 

    1. Trayes KP, Studdiford JS, Pickle S, Tully AS. Edema: diagnosis and management. Am Fam Physician. 2013 Jul 15;88(2):102-110.
      บทความนี้สรุปเรื่องอาการตัวบวมและขาบวม ว่ามักเกิดจากโรคหัวใจ โรคไต โรคตับ หรือผลข้างเคียงจากยาได้อย่างไร
      เขาอธิบายวิธีซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจเลือด–เอกซเรย์ที่จำเป็น เพื่อหาสาเหตุและเลือกการรักษา เช่น การใส่ถุงรัดขา การดูแลผิว หรือการใช้ยาขับปัสสาวะให้เหมาะกับโรคต้นเหตุ

    2. Gorman WP, Davis KR, Donnelly R. ABC of arterial and venous disease. Swollen lower limb—1: General assessment and deep vein thrombosis. BMJ. 2000 May 27;320(7247):1453-1456. doi:10.1136/bmj.320.7247.1453.
      บทความนี้เล่าให้ฟังว่า ขาที่บวมอาจเกิดจากลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำลึก (DVT) หรือจากโรคระบบอื่น ๆ ได้ และสอนวิธีประเมินเบื้องต้นแบบง่าย ๆ
      เขาให้สัญญาณเตือนสำคัญ เช่น ขาบวมข้างเดียว ขาแดง ร้อน กดเจ็บ และเสนอแบบประเมินความเสี่ยง รวมถึงแนะนำการส่งตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดว่าควรใช้เมื่อไร

    3. Goyal A, Cusick AS, Bhutta BS. Peripheral edema. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2025 Jan–. Updated 2024 Apr 4.
      บทความออนไลน์นี้อธิบายว่า “บวมน้ำส่วนปลาย” คืออะไร เกิดจากความดันในเส้นเลือดเปลี่ยนไปหรือโปรตีนในเลือดต่ำ ทำให้น้ำรั่วออกไปอยู่ที่เท้าและขา
      เขาเล่าให้เข้าใจง่ายว่าควรดูอะไรบ้าง เช่น บวมสองข้างหรือข้างเดียว มีโรคหัวใจ ไต หรือตับหรือไม่ และแนะนำแนวทางตรวจเพิ่มเติมและรักษาตามสาเหตุอย่างเป็นขั้นตอน

    4. Ely JW, Osheroff JA, Chambliss ML, Ebell MH. Approach to leg edema of unclear etiology. J Am Board Fam Med. 2006 Mar-Apr;19(2):148-160. doi:10.3122/jabfm.19.2.148. PMID:16513903.
      บทความนี้ให้แนวทางทีละขั้นสำหรับแพทย์เมื่อต้องเจอคนไข้ที่ขาบวม แต่หาสาเหตุไม่ชัดเจนในครั้งแรก
      เขาแนะนำให้ใช้ประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก แยกโรคที่อันตรายเร่งด่วนออกก่อน แล้วค่อยเลือกตรวจเลือด เอกซเรย์ หรืออัลตราซาวนด์เพิ่มเติมตามความเสี่ยงของแต่ละคน

    5. Scallan J, Huxley VH, Korthuis RJ. Capillary fluid exchange: regulation, functions, and pathology. San Rafael (CA): Morgan & Claypool Life Sciences; 2010.
      หนังสือเล่มนี้อธิบายพื้นฐานการแลกเปลี่ยนน้ำที่ผนังเส้นเลือดฝอย ว่าความดันดันน้ำออกนอกหลอดเลือดและความเข้มข้นของโปรตีนช่วยดึงน้ำกลับเข้าไปอย่างไร (ตามหลัก Starling)
      ผู้อ่านจะเข้าใจว่าถ้าความดันในหลอดเลือดสูง หรือโปรตีนในเลือดต่ำ น้ำจะคั่งในเนื้อเยื่อ ทำให้เท้าหรือขาบวมได้ และระบบน้ำเหลืองช่วยระบายน้ำส่วนเกินอย่างไร

    Comments